ภาคอุตสาหกรรมการรมกำจัดศัตรูพืชในผลิตผลทางการเกษตร

          สารเมทิลโบรไมด์ ได้ถูกกำหนดให้เป็นสารควบคุมตามภาคผนวก อี ภายใต้พิธีสารมอนทรีออลในปี พ.ศ.2535 ในสมัยประชุมประเทศภาคี
ณ กรุงโคเปนเฮเกน และกำหนดให้ควบคุมปริมาณการใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 เนื่องจากพบว่าสารเมทิลโบรไมด์เป็นสารที่มีศักยภาพในการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนและใช้อย่างแพร่หลายในการกำจัดแมลงศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยว แมลงศัตรูพืชในโรงเก็บสินค้า งานด้านการกักกันพืชเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืชที่อาจติดมากับพืชที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้ง
ใช้ในการรมดินก่อนการเพาะปลูก

           ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีการใช้สารเมทิลโบรไมด์เป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนสารเมทิลโบรไมด์ในอนาคต กรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรได้ขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคี ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล จำนวน 280,500 เหรียญสหรัฐในเดือนกรกฎาคม 2541 ผ่าน UNIDO เพื่อนำมาศึกษาแนวทางและทดลองการใช้สารทดแทนสารเมทิลโบรไมด์ ภายใต้โครงการสาธิตการใช้สารทดแทนสารเมทิลโบรไมด์ ในโรงเก็บเมล็ดธัญพืช โดยทำการทดลองที่ บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 วิธี คือ วิธีIntegrated Commodity Management (ICM) และวิธี Fumigation สำหรับวิธีแรกเป็นวิธีการจัดการในโรงเก็บสินค้า เพื่อลดประชากรของแมลงศัตรูพืชลงใช้หลักการคล้ายกับการทำ 5 ส. เช่น
การรักษาความสะอาดและสุขอนามัยในโรงเก็บสินค้า การจัดเก็บเพื่อให้ปลอดแมลงในกระบวนการผลิต เป็นต้น ผลจากการดำเนินงานทำให้สามารถลดจำนวนแมลงศัตรูพืชลดฝุ่นผงที่เกิดจากการบรรจุสินค้าในกระสอบลงเป็นจำนวนมากซึ่งช่วยให้ลดต้นทุนการกำจัดแมลงและฝุ่นผงในโรงเก็บสินค้า
นอกจากนี้ยังช่วยให้สุขภาพของพนักงานดียิ่งขึ้น ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ Fumigation เป็นการรมฆ่าแมลงศัตรูพืช ในผลิตผลแห้ง ในการทดลองมีทั้งการรมข้าวในกองโดยใช้ Solid Phosphine การรมข้าวในไซโลโดยการใช้ก๊าซผสมระหว่าง Phosphine 2 เปอร์เซ็นต์ และCarbondioxide 98 เปอร์เซ็นต์ และการรมมันสำปะหลังอัดเม็ดในเรือโป๊ะเหล็กทุกอย่างจะมีการรมเปรียบเทียบกับการรมด้วยสารเมทิลโบรไมด์ซึ่งให้ประสิทธิผลในการฆ่าแมลงทัดเทียมกันแต่ใช้ระยะเวลาในการรมฆ่าแมลงนานกว่าการรมด้วยสาร
เมทิลโบรไมด์เท่านั้น ปัจจุบันนี้ บริษัทนครหลวงค้าข้าว ยังคงนำวิธี ICM มาใช้ต่อไปแม้ว่าโครงการทดลองจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

           นอกจากนี้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่าง กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมวิชาการเกษตร ได้รับอนุมัติเงิน
ช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคี จำนวน 2,901,600 เหรียญสหรัฐ เพื่อนำมาลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์ในประเทศไทย โดยกำหนดเป้าหมายที่จะลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์จำนวน 241.8 โอดีพี ตัน ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี พ.ศ. 2556 โดยมีมาตรการในการดำเนินการ 4 ส่วน ดังนี้

          1. มาตรการทางด้านกฎหมาย และการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่
กรมวิชาการเกษตร

          2. โครงการย่อยในการปรับเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนสารเมทิลโบรไมด์ในกลุ่มผู้ใช้

          3. การให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ และการฝึกอบรมให้กับ
เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ผู้ฝึกสอน และผู้ใช้สารเมทิลโบรไมด์ เป็นต้น

          4. จัดตั้งหน่วยบริหารจัดการโครงการเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนฯ

ตารางแสดงเป้าหมายการลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์
ของประเทศไทย

(ปริมาณสารเมทิลโบรไมด์ของประเทศไทยที่จะต้องลดและเลิกใช้ตามแผนฯ
คือ  241.8 โอดีพี ตัน)


ปี พ.ศ.

เป้าหมายการลดและเลิกใช้สาร
เมทิลโบรไมด์ตามแผนฯ ของประเทศไทย

การควบคุมปริมาณการนำเข้า
สารเมทิลโบรไมด์ตามแผนฯ ของประเทศไทย

2547

0%

183.14

2548

20%

146.61

2549

--

146.61

2550

--

146.61

2551

--

146.61

2552

60%

73.26

2553

--

73.26

2554

80%

36.63

2555

90%

18.31

2556

100%

0.00

2557

--

--

2558

--

--


ข้อมูลเพิ่มเติมโครงการลดและเลิกใช้สารเมทิลโบรไมด์ฯ :
http://www.thailandmb.com