ภาคอุตสาหกรรมเครื่องเย็น

เครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ในระบบปรับอากาศขนาดใหญ่

          ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของประเทศภาคีภายใต้พิธีสารมอนทรี
ออล ที่ได้รับเงินช่วยเหลือในรูปแบบเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย (Concessional Loan) จำนวน 4.975 ล้านเหรียญสหรัฐ จากกองทุนพหุภาคีและกองทุน
สิ่งแวดล้อมโลกเพื่อนำมาใช้ในการนำร่องเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องทำน้ำเย็น
ที่ใช้ในระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ใช้สารซีเอฟซีเป็นสารทำความเย็น หรือ
ที่เรียกว่า CFC Chiller ภายใต้ โครงการสาธิตการปรับเปลี่ยนเครื่องทำน้ำเย็นในระบบปรับอากาศที่ใช้สารซีเอฟซีเป็นสารทำความเย็น (The Pilot Project of Building Chiller Replacement Program) ระยะที่ 1 จำนวนไม่เกิน 24 เครื่อง เนื่องจากการปรับเปลี่ยน CFC Chiller จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดปริมาณความต้องการใช้สารซีเอฟซีในการซ่อมบำรุง CFC Chiller ซึ่งจะสอดคล้องกับคำรับรองของรัฐบาลไทยในการลดเลิกการใช้สาร
ซีเอฟซีตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในพิธีสารมอนทรีออล และในขณะเดียวกันสารซีเอฟซีที่เก็บได้จาก CFC Chiller ที่ถูกปรับเปลี่ยนและรื้อถอนจะถูกทำให้สะอาด และนำกลับมาใช้ในการซ่อมบำรุง CFC Chiller ที่ยังมีอายุการใช้งาน
ที่เหลืออยู่ในประเทศไทย เพื่อรองรับสภาพการขาดแคลนสารดังกล่าวที่จะ
เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

          จากข้อมูลการสำรวจโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมในปี พ.ศ. 2542
พบว่ามีเครื่องทำน้ำเย็นในระบบปรับอากาศ ที่ใช้สารซีเอฟซีเป็นสารทำ
ความเย็น (CFC Chiller) ซึ่งได้รับการติดตั้งก่อนปี พ.ศ. 2536 ประมาณ
1,400 เครื่องโดยใช้ CFC -11 และ CFC-12  เป็นสารทำความเย็น CFC Chiller มีความสามารถในการทำความเย็น (Cooling Capacity) เฉลี่ยประมาณ 400-500 ตันความเย็น มีอายุการใช้เฉลี่ยประมาณ 8 ปี และยังสามารถใช้งานต่อไปได้อีกประมาณ 17  ปีก่อนที่จะหมดอายุการใช้งาน CFC Chiller เหล่านี้มีอัตราเฉลี่ยในการรั่ว (Leakage Rate) ของสาร CFCs ประมาณ 10% ต่อปี 
และมีอัตราการใช้กระแสไฟฟ้า (Power Consumption) อยู่ในช่วงระหว่าง
0.8 - 1.0 กิโลวัตต์/ตันความเย็น แต่ปัจจุบัน Chiller ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  อัตราการใช้กระแสไฟฟ้าได้ลดลงเหลือประมาณ 0.5-0.6 กิโลวัตต์/ตัน ความเย็น และใช้สารทำความเย็นชนิดอื่นทดแทนการใช้สาร
ซีเอฟซี

          ในโครงการสาธิตได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำส่วนต่างของค่ากระแสไฟฟ้าที่ลดลงจากการปรับเปลี่ยน CFC Chiller มาชำระเงินคืนกองทุนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้หากเครื่องทำน้ำเย็นในระบบปรับอากาศที่นำมาทดแทนไม่มีประสิทธิภาพตามที่กำหนด อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีไม่เหมาะสมกับสภาวะการปฏิบัติงานในภูมิอากาศของประเทศไทย  จำนวนเงินกู้ที่จะต้องนำส่งคืนจะถูกลดไปตามสัดส่วนของประสิทธิภาพ
ที่แท้จริงของเครื่องนำมาทดแทน(Technology Risk)  

          หลังดำเนินโครงการระยะที่ 1 เสร็จสิ้น มีเจ้าของ CFC Chiller จำนวน
7 ราย เข้าร่วมโครงการเพื่อเปลี่ยน CFC Chiller ทั้งสิ้น 17 เครื่อง ดังนี้

1.

Rama Garden Hotel 

2

เครื่อง

2.

Thai CRT

1

เครื่อง

3.

Venus Thread

1

เครื่อง

4.

Toshiba Semicon               

2

เครื่อง

5.

Jong Stit  Factory

1

เครื่อง

6.

Novotel Bangna

2

เครื่อง

7.

Grand Amarin Group

8

เครื่อง

 

- Amarin Plaza

3

เครื่อง

 

- SOGO 

2

เครื่อง

 

- Grand Hyatt Erawan 

3

เครื่อง

ตารางแสดงปริมาณการลดปริมาณการใช้สารซีเอฟซี
และการประหยัดพลังงานไฟฟ้า

(แหล่งที่มา: รายงานฉบับกลางปี ระหว่างเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ.2547 บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย )

รายการ

ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินโครงการ

ผลหลังการดำเนินโครงการ

จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ

20 - 24

17

ลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า (เมกะวัตต์ชั่วโมง/ปี)

14,400

12,653

ลดปริมาณการใช้สารซีเอฟซี
(โอดีพีตัน/ 17 ปี)

20.40

38.59

          จากการกำหนดดัชนีเพื่อชี้วัดผลการดำเนินโครงการ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถดำเนินการลดปริมาณ การใช้สารซีเอฟซีได้มากกว่าปริมาณที่กำหนดถึง 18.19 โอดีพี ตันเมื่อคำนวณจากอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ยังเหลืออยู่อีก 17 ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินโครงการ ในขณะเดียวกันยังสามารถลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าได้ใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัดที่กำหนดถึง 87.86 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมีผู้เข้าร่วมโครงการใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัดถึง 85 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลเพิ่มเติมโครงการสาธิตการปรับเปลี่ยนเครื่องทำน้ำเย็น ฯ: http://www.chillerreplace.diw.go.th/