กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
1. กรอบความร่วมมือในการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดทำข้อตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2545 เพื่อให้การดำเนินการควบคุมดูแลการใช้และการบริหารจัดการสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกรอบการดำเนินงาน ดังนี้
1) ประสานความร่วมมือในการใช้ และการบริหารจัดการสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามข้อกำหนดตามพิธีสารที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้
2) จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่มีบทบาทในการใช้ และบริหารจัดการสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนให้มีความรู้ ความเข้าใจและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3) จัดหาเครื่องกักเก็บและฟื้นฟูสภาพสารทำความเย็น (R-12) กลับมาใช้ใหม่ในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ โดยเงินช่วยเหลือจากกองทุนพหุภาคีภายใต้พิธีสารมอนทรีออล เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้หรือการบริหารจัดการสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเป็นไปอย่างถูกต้อง
4) ติดตามประเมินผลการดำเนินงานในการใช้ และการบริหารจัดการสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน เพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติภารกิจภายใต้กรอบที่กำหนด เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงการร่วมดำเนินงาน
2. การดำเนินงาน
การนำเข้าสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ประเภท CFC-12 (R-12) นั้น เกือบทั้งหมดถูกนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมการให้บริการ และจากการสำรวจข้อมูล พบว่าร้านซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ และร้านซ่อมบำรุงตู้เย็นที่ใช้ในบ้านเรือน และตู้เย็น/ ตู้แช่ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการซ่อมบำรุงฯ นอกจากนี้ ร้านซ่อมบำรุงเหล่านี้มักจะไม่มีเครื่องมือ/อุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมบำรุงฯ หรือเครื่องมือที่มีนั้นคุณภาพยังไม่ดีพอ ทำให้ประสิทธิภาพของการซ่อมบำรุงฯ ยังไม่ดีพอ ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของร้านซ่อมบำรุงฯ ให้มีความรู้ความเข้าใจในการซ่อมบำรุงฯ ทั้งที่ใช้สาร CFC-12 และที่ใช้สารทดแทน HFC-134a จึงต้องมีการฝึกอบรมในเรื่องดังกล่าวให้แก่ร้านซ่อมบำรุงทั่วประเทศ
จากการศึกษา พบว่ามีร้านที่ให้บริการซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทั่วประเทศอยู่จำนวนประมาณ 2,750 ราย และร้านซ่อมบำรุงตู้เย็นที่ใช้ในบ้านเรือน และตู้เย็น/ ตู้แช่ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศอีก จำนวนประมาณ 1,300 ร้าน ซึ่งหากดำเนินในลักษณะดังกล่าวจะต้องใช้กำลังคน งบประมาณ และเวลาสูงมาก ซึ่งอาจทำให้การดำเนินการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด วิธีการที่ดีที่สุดในการดำเนินการฝึกอบรมผู้ให้บริการทั่วประเทศ คือ การจัดหาศูนย์ฝึกอบรมและทำการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคนิคให้กับครูผู้ฝึกสอน เพื่อให้ครูผู้ฝึกสอนนำไปถ่ายทอดต่อให้กับร้านซ่อมบำรุงในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์ฝึกอบรมนั้นๆ
ดังนั้น หน่วยบริหารจัดการโครงการฯ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะจัดกิจกรรมการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนเพื่อยกระดับศักยภาพผู้ฝึกสอนเพื่อจะได้นำไปขยายผลการฝึกอบรมร้านซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ และร้านซ่อมบำรุงตู้เย็นที่ใช้ในบ้านเรือน และตู้เย็น/ ตู้แช่ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งมีการจัดซื้อเครื่องมือ/ อุปกรณ์เพื่อมอบให้แก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อนำไปใช้สำหรับการฝึกอบรมขยายผลต่อไป
กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต
1. กรอบความร่วมมือในการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ได้จัดทำข้อตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เพื่อให้การควบคุมดูแลการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกรอบการดำเนินงานร่วมกัน ดังนี้
1) ประสานความร่วมมือในการควบคุมดูแลการนำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามข้อกำหนดตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้
2) จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่มีบทบาทในการควบคุมการนำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนให้มีความรู้ ความเข้าใจและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3) จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการตรวจสอบ ตรวจวัดสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน เพื่อควบคุมให้มีการนำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเป็นไปอย่างถูกต้อง
2. การดำเนินงาน
ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกันนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมศุลกากร ได้ร่วมมือกันในการควบคุมดูแลการนำเข้าสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (CFC) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดย
1) กรมโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ พ.ร. บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าสาร CFC กำหนดให้สาร CFC เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนการนำเข้า พร้อมทั้งกำหนดสิทธิของผู้นำเข้าสาร CFC และลดโควต้าการนำเข้าสารดังกล่าวลงเรื่อยๆ จนกระทั่งต้นปี พ.ศ. 2553 ซึ่งจะไม่มีการนำเข้าสาร CFC อีกต่อไป
2) กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการห้ามใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป ซึ่งการออกกฎหมายดังกล่าวนี้ เพื่อควบคุมปริมาณการใช้ให้เหลือเฉพาะการให้บริการซ่อมบำรุงเครื่องมืออุปกรณ์ที่ยังคงต้องพึ่งพาสาร CFC อยู่เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดปริมาณการใช้สารดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดของพิธีสารฯ ได้
3) กรมศุลกากร ได้ใช้กฎหมายศุลกากรในการตรวจจับการลักลอบนำเข้าสาร CFC
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับการลักลอบการนำเข้าสาร CFC โดยมิได้รับอนุญาต และการตรวจจับสารปลอมปนชนิดต่างๆ ดังนั้น หน่วยบริหารจัดการโครงการฯ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงร่วมกับกรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต จะมีกิจกรรมการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนเพื่อยกระดับศักยภาพผู้ฝึกสอน ให้มีความรู้ในเรื่องของการควบคุม กำกับดูแล มิให้มีการลักลอบ นำเข้าสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนโดยมิได้รับอนุญาต และการตรวจสอบมิให้มีการนำสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนไปใช้โดยไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปขยายผลการฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมทั้งมีการจัดซื้อเครื่องมือ/ อุปกรณ์เพื่อมอบให้แก่หน่วยราชการไว้ใช้ในการตรวจสอบสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนที่นำเข้าต่อไป
กรมการขนส่งทางบก
1. กรอบความร่วมมือในการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมการขนส่งทางบก ได้จัดทำข้อตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2546 เพื่อให้การดำเนินการควบคุมดูแลการใช้และการบริหารจัดการสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกรอบการดำเนินงานร่วมกัน ดังนี้
1) ประสานความร่วมมือในการกำหนดมาตรการควบคุมการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนในระบบเครื่องปรับอากาศยานพาหนะทางบกให้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามข้อกำหนดตามพิธีสารมอนทรีออล ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้
2) จัดหาเครื่องมือเพื่อใช้ในการตรวจสอบชนิดของสารทำความเย็นที่ใช้ในระบบเครื่องปรับอากาศยานพาหนะทางบก
3) จัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการควบคุม และตรวจสอบชนิดของสารทำความเย็นที่ใช้ในระบบเครื่องปรับอากาศยานพาหนะทางบกให้มีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการตรวจสอบ และวิธีการใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
4) ประสานความร่วมมือในการดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงการเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน เป็นสารทำความเย็นในระบบเครื่องปรับอากาศยานพาหนะทางบก
5) ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานภายใต้กรอบที่กำหนด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามข้อตกลงการร่วมดำเนินงานในครั้งนี้
2. การดำเนินงาน
จากการควบคุมปริมาณการนำเข้าสาร CFC-12 อย่างเข้มงวดของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ราคาของสาร CFC-12 ในตลาดมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีกลุ่มคนบางกลุ่มแก้ปัญหาข้างต้นโดยการผสมสารทำความเย็น CFC-12 กับสารชนิดอื่น หรือใช้สารชนิดอื่น เช่น สารไฮโดรคาร์บอน และแนะนำให้ร้านซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ใช้สารเหล่านี้ โดยมีการหลอกร้านซ่อมบำรุงฯ ว่าสารเหล่านี้ คือ สาร CFC-12 หรือสารเหล่านี้ คือ สารทดแทนของสาร CFC-12 ซึ่งสามารถใช้แทนกันได้โดยไม่ต้องทำการปรับปรุงแก้ไขระบบแต่อย่างใด ซึ่งการเติมสารปลอมปน หรือสารทำความเย็นผิดประเภทนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ และก่อให้เกิดอันตรายต่อเจ้าของรถยนต์และช่างซ่อมบำรุงได้
ดังนั้น หน่วยบริหารจัดการโครงการฯ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดทำแผนการตรวจประเภทสารทำความเย็นในระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ เพื่อกำหนดให้มีการตรวจประเภทสารทำความเย็นในระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ว่าถูกต้องหรือไม่ เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการตรวจสภาพรถเพื่อประกอบการพิจารณาจดทะเบียนใหม่และต่อภาษีรถประจำปีสำหรับรถที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ถูกเอาเปรียบจากการใช้สารปลอมปนมาเป็นสารทำความเย็น พร้อมทั้งจัดซื้อเครื่องตรวจสอบสารทำความเย็นเพื่อมอบให้แก่กรมการขนส่งทางบก ใช้ในการตรวจสอบชนิดของสารทำความเย็น และจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการตรวจสภาพรถให้มีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการตรวจสอบ และวิธีการใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ |