ความเป็นมาของอนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารมอนทรีออล

อนุสัญญาเวียนนา เพื่อการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน
(The Vienna Convention for the Protection of the Ozone Layer)

          ในปี พ.ศ. 2524 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายและวิชาการ เพื่อวางโครงร่างสำหรับการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความ ตกลงในรูปสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
เพื่อแก้ไขปัญหาการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน เรียกว่าอนุสัญญาเวียนนา
เพื่อการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน

          อนุสัญญาเวียนนาประกอบด้วยคำปฏิญาณในอันที่จะร่วมมือกันใน
การศึกษาค้นคว้า เฝ้าระวัง และการแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณการผลิตและ
การปล่อยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน รวมถึงการดำเนินการควบคุมตามอนุสัญญาที่จะกำหนดขึ้นในอนาคตด้วย แม้ว่าอนุสัญญาเวียนนาจะไม่ได้มีข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติเพื่อลดการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน แต่อนุสัญญาเวียนนาก็จัดเป็นอนุสัญญาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ ยอมรับมาตรการป้องกันในการเจรจาระหว่างประเทศ และเห็นพ้องกันในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมโลก ก่อนที่จะมีผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงขึ้น โดยได้มีประเทศต่างๆ จำนวน 28 ประเทศ ร่วมกันให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาดังกล่าวครั้งแรกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2528 ( รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ ข้อมูลอนุสัญญาและพิธีสาร)

พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน
(The Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer)

          หลังจากการยอมรับอนุสัญญาเวียนนาเพียง 2 เดือน ได้มีการตีพิมพ์บทความรายงานการสำรวจทวีปแอนตาร์คติคของคณะสำรวจชาวอังกฤษที่มี
ดร. โจ ฟาร์แมน เป็นหัวหน้าคณะ ในรายงานได้เปิดเผยถึงปริมาณโอโซนที่
ลดลงอย่างน่าวิตกในฤดูใบไม้ผลิ จนเกิดลักษณะที่เรียกว่า “ หลุมโอโซน ” (Ozone Hole) ขึ้นเหนือทวีปแอนตาร์คติคซึ่งลักษณะการเกิดหลุมโอโซน
ดังกล่าวนี้ได้ถูกตรวจพบโดยดาวเทียมสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2523 แต่มิได้มีการนำข้อมูลมาพิจารณาเนื่องจากความเข้าใจผิดว่าข้อมูลที่พบโดยบังเอิญนั้นเกิดจากความผิดพลาดของเครื่องมือและอุปกรณ์ แม้ในขณะนั้นสาเหตุของการเกิดหลุมโอโซนยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็ได้มีการตั้งข้อสงสัยว่าสาร CFCs อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดหลุมโอโซน

          จากข้อมูลข้างต้นได้ผลักดันให้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านสิ่งแวดล้อมดำเนินการให้มีการเจรจาต่อรองเพื่อร่างข้อกำหนด และมาตรการเพื่อการยับยั้งการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ภายใต้อนุสัญญาเวียนนา ซึ่งสามารถร่างแล้วเสร็จได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2530 ที่นครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ประเทศทั่วโลกจำนวน 47 ประเทศได้ประกาศให้สัตยาบันต่อข้อกำหนดดังกล่าว และได้เรียกข้อกำหนดนี้ว่าพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ดังนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงการให้สัตยาบันต่อพิธีสารฉบับนี้ ในปี พ.ศ. 2538 องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 16 กันยายน ของทุกปีเป็นวันโอโซนสากลและขอความร่วมมือให้ประเทศภาคีสมาชิกจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการปกป้อง ชั้นบรรยากาศโอโซน

          ปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) มีประเทศต่างๆ จากทั่วโลกได้ร่วมกันให้สัตยาบันตามอนุสัญญาเวียนนาแล้ว 189 ประเทศ และในจำนวนนี้ได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารมอนทรีออลแล้ว 188 ประเทศ ทั้งนี้ในพิธีสารมอนทรีออลได้มีการแก้ไขปรับปรุงจนถึงปัจจุบันแล้ว 4 ครั้งและมีประเทศต่างๆ ให้สัตยาบันตามฉบับที่แก้ไขดังนี้ ครั้งที่ 1 ที่นครลอนดอน 175 ประเทศ ครั้งที่ 2 ที่กรุงโคเปนเฮเกน 164 ประเทศ ครั้งที่ 3 ที่เมืองมอนทรีออล 120 ประเทศและครั้งที่ 4 ที่กรุงปักกิ่ง 83 ประเทศ

          พิธีสารมอนทรีออลมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือ ความยืดหยุ่นซึ่งจะทำให้สามารถรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามความก้าวหน้าทางวิชาการ ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไขเพิ่มเติมข้อ กำหนดในการควบคุมสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนได้ตามสภาพการณ์และข้อมูลทางวิชาการที่เปลี่ยนแปลงไป
(รายละเอียดดูเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ ข้อมูลอนุสัณญาและพิธีสาร)