|
ผลกระทบจากการลดลงของชั้นบรรยากาศโอโซน
ปรากฏการณ์โลกร้อน
สารซีเอฟซี และสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนชนิดอื่นๆ ทำให้บรรยากาศของโลกร้อนขึ้น ด้วยการดูดซึมความร้อน (สารซีเอฟซีสามารถดูดซึมความร้อนได้ถึง 10,000 เท่าของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) และเมื่อสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนทำลายโอโซน รังสีต่างๆ ก็แผ่มาถึงโลกได้มากขึ้น ทำให้บรรยากาศ ที่ผิวโลกร้อนขึ้นแต่บรรยากาศชั้นบนเย็นลง ปรากฏการณ์เช่นนี้จะทำให้เกิดเมฆในบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ มากขึ้น และทำให้ชั้นบรรยากาศโอโซนถูกทำลายมากขึ้นอีก หากโลกร้อนขึ้น น้ำในมหาสมุทรจะขยายตัว ทำให้เกิดน้ำท่วมทั่วไป เช่น ในพื้นที่ต่ำของบังคลาเทศ หรือเกาะในทะเล และเมื่อน้ำแข็งขั้วโลก เริ่มละลาย ก็จะเกิดมหันตภัยต่อโลกทั่วทุกหนทุกแห่งจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น บรรยากาศของโลกจะแปรปรวนไปหมด
ระบบภูมิคุ้มกันและการฉีดวัคซีน (Immune system and vaccination)
รังสีอัลตราไวโอเลตมีผลต่อปฏิกิริยาการแพ้ (Allergic reaction) ของผิวหนังและส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันโรค โดยเฉพาะในเซลผิวหนังซึ่งเป็นด่านแรกของร่างกายในการป้องกันเชื้อโรค ปกติการฉีดวัคซีนเข้าสู่ผิวหนังจะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันตอบสนองแอนติเจนที่ฉีดเข้าสู่ร่างกาย โดยไปกระตุ้นการสร้างเซลเม็ดเลือดขาวในผิวหนัง สำหรับผิวหนังที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไป จะไปกดการสร้างแอนติบอดี และไปสร้าง effector T-cell แทน ทำให้ร่างกายต่อต้านและไม่สามารถสร้างแอนติเจนสำหรับป้องกันเชื้อโรคได้ กระบวนการดังกล่าว ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดการพัฒนาของมะเร็งผิวหนัง แต่ยังง่ายต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น โรคหัด โรคที่เกิดจากไวรัสชนิดอื่นๆ และส่งผลกระทบต่อผิวหนัง เช่น อีสุกอีใส เริม นอกจากนี้ยังมีโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น วัณโรค และโรคเรื้อน โรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น Candidiasis
มะเร็งผิวหนัง
การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรังสีอัลตราไวโอเลตมีผลยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังสูงขึ้น และผิวหนังที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบี จะมีลักษณะหนา และมีสีน้ำตาลเข้มขึ้น องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอมริกา ( United States Environmental Protection Agency: US-EPA) ได้ประมาณการว่า ทุกๆ ร้อยละ 1 ของการลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์จะส่งผลให้ร้อยละ 2 ของประชากรโลกในกลุ่มประเทศพัฒนาเกิดมะเร็งผิวหนัง ชนิด cutaneous malignant melanoma และร้อยละ 0.2 3 จะตายด้วยมะเร็งชนิดดังกล่าว
อันตรายต่อดวงตา
ต้อเป็นโรคตาที่เกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลตบี ซึ่งทำให้เลนส์ตาขุ่นมัว และเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ ตาบอดได้ รังสีอัตราไวโอเลตบีสามารถทำลายคอร์เนีย (cornea) เลนส์และเรตินาตาจะตอบสนองต่อการทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลตบี โดยพัฒนา photoketitis หรือ snow blindness eyelids และผิวหนังรอบๆ ดวงตาจะกลายเป็นสีแดง และถ้าได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบีไปเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดต้อกระจก
ผลกระทบต่อมหาสมุทร
การลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์จะรบกวนสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสายใยอาหารในทะเล ( marine food web) เช่น แพลงตอนและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในทะเล ในแต่ละปีแพลงตอนพืช ( phytoplankton ) จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ และผลิตมวลชีวภาพ ( biomass ) มากกว่าเท่าครึ่งของมวลชีวภาพของโลก คำนวณว่ามีการผลิตมวลชีวภาพประจำปีประมาณ 6 x 10 14 กิโลกรัม แต่การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของแพลงตอนพืชจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตเพิ่มขึ้น ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากคงอยู่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิของโลก นอกจากนี้คาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 10 ที่ลดลงจากการนำไปใช้ของมหาสมุทรจะเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่มาจากการ เผาไหม้เชื้อเพลิงและน้ำมัน ถ้าคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 มหาสมุทรจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น การเพิ่มขึ้นของรังสีอัลตราไวโอเลตบีทำให้จำนวนอาหารที่แพลงตอนผลิตได้โดยกระบวนการสังเคราะห์แสงลดน้อยลงร้อยละ 10 35 (ขึ้นอยู่กับระดับน้ำทะเลที่แพลงตอนอาศัยอยู่) หากชั้นบรรยากาศโอโซนลดลงร้อยละ 25 ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในทะเล แพลงตอนสัตว์ ( Zooplankton) ซึ่งใช้แพลงตอนพืชเป็นอาหารก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน นั่นคือหากชั้นบรรยากาศโอโซนลดลงร้อยละ 15 ณ อุณหภูมิน้ำ แพลงตอนสัตว์บริเวณผิวน้ำครึ่งหนึ่งจะตายภายใน 5 วันในช่วงฤดูร้อนจากการเพิ่มขึ้นของรังสีอัลตราไวโอเลต แพลงตอนเป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ ในทะเล หากมีปริมาณลดลงก็จะทำให้สัตว์น้ำเศรษฐกิจลดลงไปด้วย
ผลกระทบต่อพืชบนบก
การเพิ่มขึ้นของรังสีอัลตราไวโอเลตบี จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาบนบกด้วยเช่นกัน อาจส่งผลให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณลดลง เนื่องจากผลกระทบของรังสีอัลตราไวโอเลตบีต่อกิจกรรมการใช้ไนโตรเจนแก่ดิน โดยการตรึงไนโตรเจนที่ละลายในน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พืชชั้นสูงไม่สามารถทำได้ จากการศึกษา พบว่าพืชหลายชนิดมีระดับความไวต่อระดับของรังสีอัลตราไวโอเลตบี พืชส่วนใหญ่มีแนวโน้มของอัตราการเจริญเติบโตช้าลง แคระแกรน ผลผลิตพืชลดลงและคุณภาพของอาหารที่ได้ลดลงด้วย
การเพิ่มขึ้นของมลภาวะทางอากาศ
ถ้าโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ลดลง รังสีอัลตราไวโอเลตบีที่ส่องถึงชั้นบรรยากาศโทรโปสเฟียร์จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีเพิ่มขึ้น เช่น เกิดปฏิกิริยากับไอเสียรถยนต์ และอากาศเสียจากอุตสาหกรรม ทำให้เกิดก๊าซโอโซนขึ้นในระดับใกล้พื้นโลก ซึ่งเป็นก๊าซพิษต่อมนุษย์และพืชอย่างรุนแรง ก๊าซโอโซนส่วนนี้จะไม่เคลื่อนตัวไปสู่บรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ และถึงแม้ว่าจะดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต แต่ไม่แทนที่บรรยากาศชั้นบรรยากาศโอโซนที่ถูกทำลาย
การทำลายวัสดุ
การลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์และการเพิ่มขึ้นของรังสีอัลตราไวโอเลต ทำให้วัสดุมีคุณภาพลดลงอย่างรวดเร็วกว่าปกติ พลาสติกที่ใช้ภายนอกจะมีอายุการใช้งานลดลง รังสีอัลตราไวโอเลตทำลายสารประกอบที่ใช้ในการก่อสร้าง สี ภาชนะบรรจุและอื่นๆ อีกมากมาย การ ทำลายจะทวีความรุนแรง เมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงและแสงจ้า โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในเขตร้อน
|